วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556
เฉลยแบบประเมินผลหน่วยการเรียนรู้
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
1. จงบอกและอธิบายองค์ประกอบของออกแบบสิ่งพิมพ์เบื้องต้นมาพอสังเขป
ความสมดุล (Balance) หลักการเรื่องความสมดุลนี้เป็นการตอบสนองธรรมชาติของผู้รับสารในเรื่องของ แรงโน้มถ่วง โดยการจัดวางองค์ประกอบทั้งหมดในพื้นที่หน้ากระดาษ จะต้องไม่ขัดกับความรู้สึกนี้ คือจะต้องไม่ดูเอนเอียงหรือหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง โดยไม่มีองค์ประกอบมาถ่วงในอีกด้าน การจัดองค์ประกอบให้เกิดความสมดุลแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ
สมดุลแบบสมมาตร (Symmetrical Balance) เป็นการจัดวางองค์ประกอบโดยให้องค์ประกอบในด้านซ้ายและด้านขวา ของพื้นที่หน้ากระดาษมีลักษณะเหมือนกันทั้งสองข้าง ซึ่งองค์ประกอบ ที่เหมือนกันใน แต่ละด้านนี้จะถ่วงน้ำหนักกันและกันให้เกิดความรู้สึกสมดุล
สมดุลแบบอสมมาตร(AsymmetricalBalance) เป็นการจัดวางองค์ประกอบโดยให้องค์ประกอบในด้านซ้ายและด้านขวาของ พื้นที่หน้ากระดาษมีลักษณะไม่เหมือนกันทั้งสองข้าง แม้องค์ประกอบ จะไม่เหมือนกันในแต่ละด้าน แต่ก็จะถ่วงน้ำหนักกันและกันให้เกิดความสมดุล
สมดุลแบบรัศมี (Radial Balance) เป็นการจัดวางองค์ประกอบ โดยให้องค์ประกอบแผ่ไปทุกทิศทุกทางจากจุดศูนย์กลาง
สัดส่วน (Proportion) การกำหนดสัดส่วนนี้เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ในเรื่องของขนาด ซึ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะในหน้ากระดาษของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ต้องการให้มีจุดเด่น เช่น หน้าปกหนังสือ เป็นต้น เพราะองค์ประกอบที่มีสัดส่วนแตกต่างกันจะดึงดูดสายตาได้ดีกว่าการใช้ องค์ประกอบทั้งหมดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ในการกำหนดสัดส่วนจึงต้องพิจารณา องค์ประกอบทั้งหมดในพื้นที่หน้ากระดาษไปพร้อม ๆ กัน ว่าควรจะเพิ่มหรือลด องค์ประกอบใด ไม่ใช่ค่อย ๆ ทำไปทีละองค์ประกอบ
ความแตกต่าง (Contrast) เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด โดยการเน้นให้องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเด่นขึ้นมาด้วยการเพิ่มขนาดให้ ใหญ่กว่าองค์ประกอบอื่น ๆ โดยรอบ เช่น พาดหัวขนาดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วผู้ดูจะเลือกมองดูองค์ประกอบที่ใหญ่กว่าก่อน ความแตกต่างโดยขนาด เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด โดยการเน้นให้องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง เด่นขึ้นมาด้วย การเพิ่มขนาดให้ใหญ่กว่าองค์ประกอบอื่น ๆ โดยรอบ เช่น พาดหัวขนาดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วผู้ดูจะเลือกมองดูองค์ประกอบที่ใหญ่กว่าก่อน ความแตกต่างโดยรูปร่าง เป็นวิธีที่เน้นให้องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเด่นขึ้นมาด้วยการใช้รูปร่าง ที่แตกต่างออกไปจาก องค์ประกอบอื่นในหน้ากระดาษ เช่น การไดคัตภาพคนตามรูปร่างของร่างกายแล้วนำไปวางใน หน้ากระดาษที่มีภาพแทรกเล็กๆ ที่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเป็นต้น ความแตกต่างโดยความเข้ม เป็นวิธีการที่เน้นให้องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเด่นขึ้นมาด้วยการใช้ เพิ่มหรือลดความเข้มหรือ น้ำหนักขององค์ประกอบนั้นให้เข้มหรืออ่อนกว่าองค์ประกอบอื่นที่อยู่ร่วมกัน ในหน้ากระดาษ เช่น การใช้ตัวอักษรที่เป็นตัวหนาในย่อหน้าที่ต้องการเน้นเพียงย่อหน้าเดียวใน หน้ากระดาษ เป็นต้น ความแตกต่างโดยทิศทาง ทิศทาง เป็นวิธีการที่เน้นให้องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเด่นขึ้นมาด้วยการวางองค์ ประกอบที่ ต้องการจะเน้นนั้นให้อยู่ในทิศทางที่แตกต่างจากองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกัน ในหน้ากระดาษเช่น การวางภาพเอียง 45 องศา ในหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรที่เรียง เป็นแนวนอน เป็นต้น
จังหวะ ลีลา และการซ้ำ (Rhythm & Repetition) การจัดวางองค์ประกอบหลาย ๆ ชิ้นโดยกำหนดตำแหน่งให้เกิดมีช่องว่างเป็นช่วง ๆ ตอน ๆ อย่างมีการวางแผนล่วงหน้า จะทำให้เกิดจังหวะและลีลาขึ้น และหากว่าองค์ประกอบหลาย ๆ ชิ้นนั้นมีลักษณะซ้ำกันหรือใกล้เคียงกัน ก็จะยิ่งเป็นการเน้นให้เกิดจังหวะและลีลา ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลักษณะตรงกันข้ามกับแบบแรก จังหวะและลีลาลักษณะนี้จะก่อให้เกิดความรู้สึก ที่ตื่นเต้น ดูเคลื่อนไหวและมีพลัง
2.การเผยแพร่หรือการกระจายทางวัฒนธรรม ตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่าอะไรและมีความหมายว่าอย่างไร
(Cultural Diffusion) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
และการขนส่งคมนาคม ทำให้การเผยแพร่วัฒนธรรมกระทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
3.วัฒนธรรมชาตินิยมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทยในอดีตมาจากประเทศใดบ้าง
โปรตุเกส เป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 นำวัฒนธรรมการทำปืนไฟ การสร้างป้อมต่อต้านปืนไฟ ยุทธวิธีทางการทหาร การทำขี้ผึ้งรักษาแผล การทำขนมฝอยทอง ขนมฝรั่ง เป็นทหารอาสาสมัยพระชัยราชาธิราช รบกับพม่า 120 คน
ฮอลันดาเข้ามาสมัยในสมัยพระนเรศรวรมหาราช อาคารที่ฮอลันดาสร้าง ไทยเรียกว่า "ตึกวิลันดา" นำอาวุธปืนมาขาย รวมทั้งเครื่องแก้ว กล้องยาสูบ เครื่องเพชรเครื่องพลอย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงพอพระทัยแว่นตา และกล้องส่องทางไกลจากฮอลันดา
อังกฤษ เข้ามาในราชสำนักสมัยพระเอกาทศรถ มุ่งทางด้านการค้า แต่สู้ฮอลันดาไม่ได้ เช่น ยอร์ช ไวท์ มีต่ำแหน่งเป็นออกหลวงวิชิตสาคร ส่วน แซมมวล ไวท์ ได้เป็นนายท่าเมืองมะริด
ฝรั่งเศส เข้ามาสมัยพระนารายณ์มหาราช เพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์ คณะบาทหลวงได้นำความรู้ด้านการแพทย์ การศึกษา การทหาร ดาราศาสตร์ การวางท่อประปา การสร้างหอดูดาวที่ลพบุรีและอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
4. จงอธิบายความหมายของหลักธรรมเบญจศีล-เบญจธรรมมาพอเข้าใจ
เบญจศีล-เบญจธรรม เป็นหลักธรรมพื้นฐานสำหรับบุคคลทั่วไปได้ใช้ยึดมั่นเพื่อในการทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ได้
เบญจศีลหรือศีล 5 คือ หลักธรรมที่ควรงดเว้น 5 ประการ คือ
- เว้นจาการฆ่าสัตว์
- เว้นจากการลักทรัพย์
- เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
- เว้นจากการพูดเท็จ
- เว้นจากการดื่มของมึนเมา
เบญจธรรม
เบญจธรรม, ปัญจ ธรรม หรือ ธรรมห้า หมายถึง ข้อพึงปฏิบัติห้าประการตามคำสอนในพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติเจริญก้าวหน้า ปลอดเวร ปลอดภัย เพิ่มพูนความดีแก่ผู้ทำ
เบญธรรมเป็นข้อพึงปฏิบัติห้าประการ คู่กับ เบญจศีล อันเป็นข้อไม่พึงปฏิบัติห้าประการ ได้แก่
• เมตตากรุณา คือความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
• สัมมาอาชีวะ คือการประกอบสัมมาชีพ
• กามสังวร คือการสำรวมในกาม
• สัจจะคือการพูดความจริง
• สติสัมปชัญญะ คือความระลึกได้และความรู้ตัว
๕.จงอธิบายหลักธรรม พรหมวิหาร ๔ พร้อมทั้งยกตัวอย่างการนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์มาพอเข้าใจ
เมตตา แปลว่า ความรัก หมายถึง รักที่มุ่งเพื่อปรารถนาดี โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จึงจะตรงกับคำว่า เมตตาในที่นี้ ถ้าหวังผลตอบแทนจะเป็นเมตตาที่เจือด้วยกิเลส ไม่ตรงต่อเมตตาในพรหมวิหารนี้
ลักษณะของเมตตา ควรสร้างความรู้สึกคุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน ว่า เราจะเมตตาสงเคราะห์ เพื่อนที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่สร้างความลำบากให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ความทุกข์ที่เขามี เราก็มีเสมอเขา ความสุขที่เขามี เราก็สบายใจไปกับเขา รักผู้อื่นเสมอด้วยรักตนเอง
กรุณา แปลว่า ความสงสาร หมายถึง ความปรานี ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความสงสารปรานีนี้ก็ไม่หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกัน สงเคราะห์สรรพสัตว์ที่มีความทุกข์ให้หมดทุกข์ตามกำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์
ลักษณะของกรุณา การสงเคราะห์ทั้งทางด้านวัตถุ โดยธรรม ว่าผู้ที่จะสงเคราะห์นั้นขัดข้องทางใด หรือถ้าหาให้ไม่ได้ ก็ชี้ช่องบอกทาง
มุทิตา แปลว่า มีจิตอ่อนโยน หมายถึง จิตที่ไมีความอิจฉาริษยาเจือปน มีอารมณ์สดชื่นแจ่มใสตลอดเวลา คิดอยู่เสมอว่า ถ้าคนทั้งโลกมีความโชคดีด้วยทรัพย์ มีปัญญาเฉลียวฉลาดเหมือนกันทุกคนแล้ว โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุข สงบ ปราศจากอันตรายทั้งปวง คิดยินดี โดยอารมณ์พลอยยินดีนี้ไม่เนื่องเพื่อผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหาร คือไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น
อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉย นั่นคือ มีการวางเฉยต่ออารมณ์ที่มากระทบความวางเฉยในพรหมวิหารนี้ หมายถึง เฉยโดยธรรม คือทรงความยุติธรรมไม่ลำเอียงต่อผู้ใดผู้หนึ่ง
เฉลยแบบทดสอบใบความรู้ที่ ๒
ข้อ 1. ข
ข้อ 2. ข
ข้อ 3. ง
ข้อ 4. ก
ข้อ 5. ข
ข้อ 6. ก
ข้อ 7. ก
ข้อ 8. ค
ข้อ 9. ง
ข้อ 10. ข
เฉลยแบบประเมินผลการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 “สังคมมิติใหม่ พาไทยสู่อาเซียน”
1. เฉลย การวางแผนเกี่ยวกับการทำงานจะเกี่ยวข้องกับสามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. รู้จักตนเอง
-- -- การเลือกอาชีพดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนเรา เพราะนั่นคือตัวกำหนดรายได้ที่จะเกิดขึ้น จากความสามารถของเราเอง และไม่น่าเชื่อว่าหลายคนยอมทนอยู่กับอาชีพที่ตนเองเกลียดได้ หรือไม่ได้ใช้ความสามารถที่แท้จริงในการทำงานเลย เพราะพวกเขาไม่เคยเกิดความสงสัยว่า จริงๆแล้วตนเองต้องการอะไร
“การขาดความเชื่อมั่นในตนเอง คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาบางคนเลือกทำงานที่ห่างไกลจากความสามารถที่ แท้จริงของตนเอง และเป็นสาเหตุให้คนย้ายตำแหน่งงานของตนเอง หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราเลือกเปลี่ยนอาชีพทั้งที่ก้าวไปได้เพียงครึ่ง ทางเท่านั้น” Duran กล่าว
การสร้างความเชื่อมั่นให้ตนเอง ควรเริ่มต้นจากการค้นหาตนเองว่า “เราเป็นใคร” “เราอยากทำอะไร” “เราทำอะไรได้ดี” “เราทำอะไรบ่อยที่สุด” และคำตอบที่ได้กลับมาจะช่วยให้เราทราบว่าตนเองมีทักษะความสามารถ ความสนใจ ค่านิยม ความชอบส่วนตัว และรูปแบบการทำงานในด้านใด และในช่วงที่กำลังสำรวจตัวตนของตนเองนั้น อย่าลืมบอกเรื่องนี้ให้คนในครอบครัว เพื่อนสนิทของเราทราบ เพราะพวกเขาอาจช่วยให้คุณค้นพบตัวตนของตนเองได้เร็วขึ้น ซึ่งคนเหล่านั้นต้องเป็นคนที่รู้จักคุณมาเป็นเวลาหลายปี จึงจะสามารถบอกได้ว่าคุณมีจุดอ่อน-จุดแข็งในด้านใดบ้าง ทำแบบทดสอบบุคลิกภาพหรือความถนัด แล้วใช้ประโยชน์จากคำแนะนำที่ได้จากการทำแบบสำรวจ “การตอบคำถามที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพอาจทำให้ทราบข้อมูลของตนเอง ซึ่งเราไม่เคยทราบมาก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกอบอาชีพสามารถช่วยให้มองเห็นความสามารถในส่วน นั้นๆได้” Duran กล่าว
2. ศึกษาการประกอบอาชีพ
--ปัจจุบันนี้มีอาชีพต่างๆเกิดขึ้นหลายพันอาชีพ หากขาดแผนการทำงาน อาจก่อให้เกิดการเลือกอาชีพที่ไม่เหมาะสมกับตนเองได้ หากรู้จักประเมินความสามารถของตนเองอย่างซื่อสัตย์ โอกาสที่จะเลือกอาชีพได้อย่างเหมาะสมย่อมสูงตามไปด้วย ควรเลือกประกอบอาชีพโดยยึดจากความรู้สึกภายในเป็นหลัก เลือกงานที่เหมาะสมกับตนเองเท่านั้น วิธีที่จะช่วยให้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพที่เหมาะสมกับตนเองได้ มี 2-3 วิธี นั่นก็คือ อ่านรายละเอียดอาชีพต่างๆในประกาศรับสมัครงาน หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถให้ข้อมูลทุกเรื่องได้อย่างน่า อัศจรรย์ และคุณยังสามารถหาข้อมูลจากประสบการณ์ของผู้อื่นได้ด้วย เช่น บทสัมภาษณ์ของผู้อื่นที่ประกอบอาชีพที่คุณสนใจ หรือสอบถามข้อมูลการทำงานจากผู้อื่น ซึ่งข้อมูลการสัมภาษณ์ เหล่านี้อาจจะช่วยให้คุณทราบสภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับการทำงานนั้นๆอีกด้วย
Duran บอกว่า “หากคุณกำลังจะเรียนจบ หรือ พึ่งจบใหม่ ควรปรึกษาฝ่ายแนะแนวของมหาวิทยาลัย ฝ่ายดำเนินการด้านทดลองงาน หรือ กลุ่มที่ให้การสนับสนุนสถาบัน และการประชุมแนะแนวการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อสร้างแนวทางการทำงานให้กับตนเอง” อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ทราบว่าข้อมูลการประกอบอาชีพ คือ เข้าไปดูข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบอาชีพตามเว็บไซต์ต่างๆ เช่น JobStreet.com และมองหาตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอยู่ จากนั้นลองเปรียบเทียบคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมีสำหรับอาชีพต่างๆ กับความสามารถ ประสบการณ์ และความสนใจของตนเอง
เมื่อคุณได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ลองเลือกอาชีพที่คุณคิดว่าเหมาะสมกับความสามารถและความสนใจของตนเอง เพื่อพิจารณาในขั้นต่อไป
3. ตัดสินใจ
-- ตอนนี้ถึงขั้นตอนสำคัญ : นั่นก็คือการตัดสินใจ หลังจากได้จับมือกับตนเอง เพื่อมองหางานที่เหมาะสมกับตนเองแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญ
กลยุทธ์หนึ่งที่จะทำให้สามารถตัดสินใจได้ นั่นก็คือ การร่างความต้องการของตนเองภายใน ระยะเวลาหนึ่งปีลงในกระดาษ จากนั้นก็เพิ่มเป็น 5 ปี หรือ 10 ปี ต่อไป อีกวิธี คือ เปรียบเทียบ ข้อดีและข้อเสียของการทำงาน สำหรับสองหรือสามอาชีพที่ตนเองสนใจมากที่สุด และเลือก อาชีพที่ตนเองคิดว่าเหมาะสมที่สุด
เมื่อตัดสินใจเลือกแล้ว ก็ถึงเวลาทดสอบสิ่งที่เลือกเอาไว้ ต้องค้นหาโอกาสให้ตนเองอีกครั้ง ยอมรับการฝึกงาน เพื่อโอกาสที่จะได้งานในอนาคต หรือเลือกเรียนเกี่ยวกับการทำงานนั้นๆ เพิ่มเติม รวมทั้งหาทางอบรมหรือฝึกปฏิบัติงานเกี่ยวกับอาชีพที่ตนเองสนใจนั้นด้วย
การเตรียมตัวอย่างดี ย่อมดีกว่าการสละสิทธิ์โดยไม่ได้ลองทำอะไรเลย การทำงานชั่วคราว หรืองานอาสาสมัครเป็นการสั่งสมประสบการณ์ในงานทำงานอย่างช้าๆเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการทำงานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะกลายเป็นที่พอใจของนายจ้างต่อไป นอกจากนี้ควรเป็น สมาชิกชุมชุมที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการทำงาน เพราะจะช่วยให้สามารถหาคำแนะนำได้จาก สมาชิกท่านอื่นๆ ในการค้นหางาน คำแนะนำ รวมทั้งเป็นบุคคลอ้างอิงให้เราได้อีกด้วย ก็เหมือนกับ คุณใช้นิ้วจุ่มลงไปในน้ำเพื่อทดสอบ คุณจะพบว่าตนเองได้ประสบการณ์ต่างๆ มากมายโดยไม่มีข้อผูกมัดทั้งด้านเวลา และความมุ่งมั่น หากคุณค้นพบว่า อาชีพที่คุณเลือก ไม่ได้เป็นไปตามที่ตนเองคาดหวังไว้ ก็สามารถหาตัวเลือกใหม่ได้ จนกว่าจะพบสิ่งที่ตนเอง ต้องการ แต่การวางแผนการประกอบอาชีพก็ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดสำหรับเรื่องนี้ Duran กล่าวว่า กิจกรรมต่างๆจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ “คุณต้องรู้จักการยืดหยุ่น และพร้อมที่จะพัฒนาแผนการของตนเอง เพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับตนเอง รวมทั้งมองหาโอกาสสร้างความก้าวหน้าให้ตนเองอยู่เสมอ” ในเรื่องของการทำงาน การวางแผนย่อมทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าการ การนิ่งเฉย
2. เฉลย การแต่งกายให้ถูกกาลเทศะนั้นเป็นเรื่องสำคัญ จึงควรระวังแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ ดังนี้
1. ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับงานที่จะไป เช่น ไม่แต่งชุดดำไปงานแต่งงาน ไม่แต่งสีฉูดฉาดไปงานศพ เป็นต้น
2. แต่งกายให้เกียรติเจ้าภาพของงานตามสมควร เช่น ไปงานเลี้ยงสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูงจะแต่งลำลองอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าไปงานแต่งงานที่จัดหรูหราเป็นพิธีรีตอง จะสวมใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปคงไม่เหมาะสม เพราะถือว่าไม่ให้เกียรติเจ้าภาพ แต่ถ้าเรามีเงินน้อย ไม่มีชุดสากลหรือชุดพระราชทาน จะใส่กางเกงและเสื้อธรรมดาไปก็ได้ ข้อสำคัญคือต้องสะอาดและสุภาพเรียบร้อย
3. การแต่งกายอย่างหนึ่งอาจเหมาะสมกับที่หนึ่ง แต่ไม่เหมาะสมกับอีกที่หนึ่ง เช่น ใส่ชุดว่ายน้ำอยู่ที่ชายหาดหรือริมสระว่ายน้ำ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเดินไปในที่ห่างจากชาดหาดและสระมาก ๆ ก็ดูไม่เหมาะสม หรือการสวมรองเท้าแตะ ที่บ้าน หรือเดินเล่นนอกบ้านก็ไม่เป็นไร แต่จะใส่ไปโรงเรียนหรือไปทำงานบางอย่างก็ถือว่าเป็นการไม่เหมาะสม เป็นต้น
4. ความสะอาดและความสุภาพเรียบร้อยสำคัญที่สุด เพราะคนเรานั้นต่างจิตต่างใจกัน คนหนึ่งว่าเหมาะอีกคนว่าไม่เหมาะ ดังนั้นถ้ามีปัญหาก็ให้ยึดหลักความสะอาดและสุภาพไว้ก่อน ซึ่งใช้ได้ทุกกรณี อันที่จริงการแต่งกายสะอาดและสุภาพแล้วก็ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอื่นจนเกินไป
ดังนั้น มารยาทการแต่งกายที่พึงประสงค์ จึงไม่ได้หมายถึง การแต่งกายตามแฟชั่น แต่เป็นการแต่งกายที่จะต้องคำนึงถึงความสุภาพเรียบร้อย สะอาด ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อมีผู้พบเห็นจะรู้สึกทันทีว่าผู้ที่แต่งกายดีถูกต้องตามกาลเทศะ คือ คนที่ควรได้รับการชมเชย จากสังคมและผู้ปฏิสัมพันธ์ด้วย ในมุมกลับกันหากแต่งกายไม่สุภาพเรียบร้อย ก็จะเกิดคำตำหนิ ติเตียน จากผู้ที่พบเห็น ทำให้เสื่อมเสียทั้งตนเอง สถานบันครอบครัว และสถานศึกษา ดังตัวอย่างการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมดั่งที่เป็นข่าว จึงขอฝากข้อควรคำนึงถึงการแสดงมารยาทที่พึงประสงค์ต่อสถานที่อันควรเคารพ สักการะ ได้แก่ แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ถอดหมวก ถอดรองเท้า ลดร่มลง ไม่แสดงอาการเหยียดหยามหรือพูดคำหยาบ ไม่ส่งเสียงเอะอะอื้ออึง และทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ไม่กล่าวคำทำนองว่าไม่เชื่อหรือไม่ศรัทธาต่อสถานศักดิ์สิทธิ์นั้น ทำใจเป็นกลาง ไม่คิดแต่จะจับผิด เนื่องจากถือว่าเป็นสถานที่ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตามธรรมเนียมที่เขาปฏิบัติกัน ยกเว้นธรรมเนียมนั้นจะขัดกับศรัทธาของตนหรือขัดกับหลักคำสอนของศาสนาที่ตน นับถือ คำนึงอยู่เสมอว่าสถานศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาใด ศาสนิกชนในศาสนานั้นก็เคารพสักการะ อย่าแสดงอะไรที่เป็นการทำลายน้ำใจกัน
3. เฉลย มีหลักในการวางแผนดังต่อไปนี้
1. การจัดการในบ้าน การจัดการในบ้านส่วนใหญ่จะเป็นภาระหน้าที่ของภรรยา แต่เพื่อความสุขของครอบครัว ทั้งสามีและภรรยาควรวางแผนในการจัดการในบ้าน โดยแบ่งภาระหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้
1) หน้าที่ของสามี มีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญเป็นต้นว่า เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว หรือมอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้ภรรยา เพื่อควบคุมดูแลภายในบ้าน รวมทั้งดูแลทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ให้ความอุปการะเลี้ยงดูภรรยา เพื่อควบคุมดูแลภายในบ้าน รวมทั้งดูแลทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ให้ความอุปการะเลี้ยงดูภรรยาและบุตรตามฐานะของตน ดูแลห่วงใยให้ความช่วยเหลือเมื่อภรรยาและบุตรได้รับความเดือดร้อนหรือเจ็บ ป่วย ช่วยเหลืองานในบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสมควร ในกรณีที่ภรรยาต้องทำงานนอกบ้าน เช่น ช่วยดูแลบุตรในขณะที่ภรรยาเตรียมอาหาร เป็นต้น รับผิดชอบงานในบ้านที่ต้องใช้กำลังหรือเสี่ยงอันตราย เช่น งานในสวน ซ่อมแซมบ้าน ซ่อมแซมเครื่องใช้เครื่องเรือน ดูแลไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น และให้การอบรมบุตร เพื่อให้บุตรเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ
2) หน้าที่ของภรรยา มีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญเป็นต้นว่า จัดการงานบ้าน เช่น ทำความสะอาดบ้านเรือน เสื้อผ้าเครื่องใช้ ให้เรียบร้อยเป็นระเบียบน่าอยู่ มีความขยันหมั่นเพียร รู้จักดูแลซ่อมแซมแก้ไขสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้าน เช่น เสื้อผ้า เครื่องตกแต่งบ้าน ให้มีสภาพที่ดีใช้งานได้ อันเป็นการช่วยให้ยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน ช่วยประหยัดและคุ้มค่า รวมทั้งรู้จักเก็บรักษาและสะสมทรัพย์ให้พอกพูน เพื่อใช้จ่ายในยามจำเป็น และเพื่อสร้างฐานะครอบครัวต่อไป ดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขความเป็นอยู่ต่าง ๆ ของสามีและบุตร จัดหาเครื่องใช้สิ่งของที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวันให้พร้อม ให้ความช่วยเหลือและดูแลรักษาสามีและบุตร เมื่อมีความเดือดร้อนหรือเจ็บป่วย ถ้าต้องทำงานนอกบ้านก็ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบงานบ้านไม่ให้ขาดตกบกพร่องด้วย และให้ความใกล้ชิดอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรร่วมกับสามี
2. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว เรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญของครอบครัว การจัดทำงบประมาณของครอบครัวจะช่วยให้ประมาณการใช้จ่ายได้ ช่วยให้คู่สมรสเป็นผู้บริโภคที่ดี รู้จักใช้เงินอย่างประหยัดคุ้มค่า หลักสำคัญในการจัดทำงบประมาณ คือ จะต้องจัดให้เหมาะสมกับความจำเป็นพื้นฐานไม่ฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเกินควร คำนึงถึงประโยชน์และความก้าวหน้าของสมาชิกในครอบครัว ต้องจัดเก็บบางส่วนไว้เป็นเงินสะสมเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน และเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตและควรต้องมีการปรึกษาหารือในการใช้จ่ายร่วมกันอยู่เสมอ
3. ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว เครือญาติ และเพื่อน มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1) ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว สมาชิกในครอบครัวควรได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ไม่ควรแยกย้ายกันทำกิจกรรมตามที่ตนถนัดหรือชอบตามลำพัง เพราะอาจเป็นสาเหตุให้ครอบครัวมีเวลาให้กันน้อยลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในครอบครัวได้ในภายหลัง
2) ความสัมพันธ์กับเครือญาติ หลังจากแต่งงานกันแล้ว ควรต้องตกลงกันว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรให้เหมาะสม เช่น ให้การยอมรับเคารพนับถือญาติผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายเสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ของตน เอง ระลึกถึงบุญคุณและตอบแทนบุญคุณญาติผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายตามสมควรและต้องเสมอภาคกัน แบ่งเวลาให้แต่ละฝ่ายได้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือญาติของตนเองบ้างตามสมควร และให้การสงเคราะห์ญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายตามสมควร โดยจะต้องไม่รบกวนฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองมากเกินไป เป็นต้น
3) ความสัมพันธ์กับเพื่อน ก่อนแต่งงานทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างก็มีเพื่อนของตน เมื่อแต่งงานกันเพื่อนของแต่ละฝ่ายก็ต้องเป็นเพื่อนของอีกฝ่ายหนึ่งไปด้วย โดยปริยาย ความสุขในชีวิตสมรสอาจลดน้อยลง ถ้าแต่ละฝ่ายต่างก็ยังคงให้เวลากับเพื่อนของตนเหมือนเดิม ดังนั้นคู่สมรสจะต้องวางแผนในการให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนอย่างเหมาะสมด้วย วิธีประนีประนอมไม่ให้เสียความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของเพื่อนไม่ควรให้ลึกซึ้งมากจนรบกวนความสุขของครอบครัว
4) การวางแผนครอบครัว หมายถึง การวางแผนการดำเนินชีวิตของสามีภรรยาในเรื่องการมีบุตร จำนวนบุตร และเพศของบุตร ตลอดจนการเว้นระยะการมีบุตรตามที่คู่สมรสต้องการ โดยพิจารณาจากสุขภาพอนามัยกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว
5) การอบรมเลี้ยงดูให้การศึกษาและวางแผนอนาคตให้แก่บุตร เป็นต้นว่า การเลี้ยงดูต้องให้ การดูแลสุขภาพอนามัย และความเป็นอยู่ต่าง ๆ ให้บุตรได้เจริญเติบโตสมวัย มีความสมบูรณ์แข็งแรงรวมทั้งปกป้องภัยอันตรายต่าง ๆ และต้องให้การศึกษา โดยพ่อแม่เป็นผู้สอนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเข้าเรียน และรับผิดชอบ ส่งเสียให้เล่าเรียนเท่าที่ความสามารถของบุตรจะทำได้ รวมทั้งต้องให้ความรักความอบอุ่นใกล้ชิด และให้คำปรึกษาต่าง ๆ เพื่อให้บุตรมีสุขภาพจิตดี เป็นประชากรที่มีคุณภาพไม่เป็นปัญหาของสังคม รวมทั้งช่วยแนะนำการดำรงชีวิตในอนาคต ซึ่งพ่อแม่จะต้องสะสมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการวางอนาคตแก่บุตรด้วย
4.เฉลย
1. การเร่งกำเนิด คือ การช่วยเหลือให้คู่สมรสที่มีลูกยากสามารถมีลูกได้ตามที่ต้องการ โดยคู่สมรสต้องไปปรึกษาแพทย์
2. การเลือกกำเนิด คือ การเจาะจงเลือกเพศของบุตรให้ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งอาจเนื่องมาจากอิทธิพลทางศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และค่านิยมของสังคม
3. การคุมกำเนิด คือ การป้องกันการปฏิสนธิหรือการกำเนิดของชีวิต กล่าวคือ
การป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิของผู้ชายหรือพ่อผสมกับไข่ของผู้หญิงหรือของแม่ใน ระยะที่สามารถทำให้เกิดการปฏิสนธิได้เมื่อมีการร่วมเพศ ซึ่งปฏิบัติได้ 2 ลักษณะ คือ การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว และการคุมกำเนิดแบบถาวร
1) การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว สำหรับฝ่ายหญิง มีดังนี้
(1) การกินยาเม็ดคุมกำเนิด เพื่อช่วยควบคุมหรือ ป้องกันไม่ให้ไข่ตกจากรังไข่ เป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ได้ผลดีและไม่ยุ่งยาก เมื่อต้องการจะมีบุตรอีกก็หยุดกินยาได้
(2) ห่วงอนามัย คือ ห่วงหรือขอพลาสติกที่มีลักษณะโค้งงอ ขนาดพอเหมาะที่ใช้ใส่ไว้ใน โพรงมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้มีลูกได้ เป็นการป้องกันการปฏิสนธิแบบชั่วคราว ถ้าต้องการมีลูกเมื่อใดก็นำห่วงอนามัยออกจากโพรงมดลูก
(3) ยาฉีดคุมกำเนิด เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศที่ผลิตจากรังไข่ของผู้หญิง ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน และเอสโทรเจน มีทั้งสองชนิดร่วมกันหรือแบบชนิดเดียว เมื่อฉีดยาแล้วยาจะออกฤทธิ์ป้องกันไม่ให้ไข่สุก หรือป้องกันการตกไข่เช่นเดียวกับการกินยาคุมกำเนิด ฉีดยาครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้ 2แบบ คือ แบบ 2เดือน และ 3เดือน
(4) ยาเหน็บช่องคลอด หรือยาทำลายอสุจิ หรือยาคุมกำเนิดใส่ช่องคลอด เป็นยาที่ใช้สำหรับสอดเข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิงก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กับ ผู้ชาย ยาชนิดนี้มีลักษณะเม็ดกลมสีขาวและแข็ง ละลายเป็นฟองเมื่อถูกน้ำ ยาประเภทนี้ยังมีชนิดที่เป็นครีมเจลลี่ ฤทธิ์ของยาจะไปทำลายตัวอสุจิของชาย และป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิเข้าไปถึงโพรงมดลูกของผู้หญิงได้
(5) การนับวันหรือระยะปลอดภัย คือ การคุมกำเนิดในระยะที่ไข่ของหญิงสุก โดยปกติหญิงจะมีประจำเดือนในทุก 28 วัน และวันที่ 14 หลังจากการมีประจำเดือน คือวันที่ไข่สุก ดังนั้นระยะที่ปลอดภัยในการตั้งครรภ์อยู่ในช่วงก่อนมีประจำเดือน 7 วัน และวันแรกของการมีประจำเดือนนับไปอีก 7 วัน วิธีนี้ใช้ได้ผลกับคนที่มีรอบเดือนมาตรงเวลา แต่ก็อาจมีข้อผิดพลาดในการนับวันได้
(6) การกินยาหลังการร่วมเพศ คู่สมรสที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร และฝ่ายหญิงกินยาคุมกำเนิดไม่สม่ำเสมอ อาจใช้การกินยาหลังการร่วมเพศได้เป็นครั้งคราว ยาประเภทนี้มีส่วนประกอบของเอสโทรเจนสูง มีฤทธิ์ทำให้ไข่ที่ผสมแล้วไม่สามารถฝังตัวได้ในผนังมดลูก ใช้ได้ภายใน 24-72 ชั่วโมง
สำหรับฝ่ายชาย มีดังนี้
การใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยจะเก็บน้ำอสุจิของฝ่ายชายขณะมีเพศสัมพันธ์ไม่ให้เข้าไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงได้ ถุงยางอนามัยมีข้อดีหลายประการ อาทิ หาซื้อง่ายตามร้านขายยาทั่วไป และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
2) การคุมกำเนิดแบบถาวร
การทำหมันหญิง คือ การทำให้รังไข่หรือทางเดินของไข่ทั้ง 2 ข้างตีบตันหรือ ขาดจากกัน ซึ่งอาจทำได้โดยการผูก ตัด อุดด้วยสารเคมี หรือจี้ด้วยไฟฟ้า ทำให้รังไขและอสุจิไม่สามารถผสมกันได้ การตั้งครรภ์จะไม่เกิดขึ้น การทำหมันหญิงสามารถทำได้ ดังนี้
(1) การทำหมันเปียก หรือหมันสด มักจะทำหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ ภายใน 24-48 ชั่วโมง วิธีนี้ส่วนมากใช้การผ่าตัดทางหน้าท้อง โดยแพทย์จะใช้ยาสลบแล้วผ่าเปิดหน้าท้องเล็กน้อย จับท่อรังไข่ตรงกลางใช้ไหมผูกให้ห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วตัดท่อรังไข่ให้ขาดจากกัน การตัดท่อรังไข่จะต้องตัดทิ้งทั้ง 2 ข้าง หลังจากนั้นจะเย็บปิดแผล ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ผู้ป่วยอาจนอนพักในโรงพยาบาล 1-2 วัน
(2) การทำหมันแห้ง เป็นการทำหมันในระยะเวลาปกติขณะที่ไม่มีการตั้งครรภ์ หรือหลังจากคลอดบุตรมานานแล้ว การทำหมันแห้งอาจทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดโดยเปิดหน้าท้องบริเวณเหนือหัวหน่าว การผ่าตัดผ่านกล้องส่องหน้าท้องต่อจากนั้นทำการผูก บีบ ตัด หรือใช้ไฟฟ้าจี้ท่อรังไข่ทั้งสองข้าง การทำหมันแห้งกำลังเป็นที่นิยมกันมากเพราะสามารถทำได้ ง่าย ปลอดภัย และได้ผลดี บางวิธีสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวและทำงานได้เป็นปกติ ผู้ทำหมันแห้งจะมีความรู้สึกว่าเหมือนกับตนเองไม่ได้ถูกผ่าตัด
การทำหมันชาย ในปัจจุบันทำได้สะดวก โดยใช้เวลาทำประมาณ 15-20 นาที และใช้เวลารักษาแผลผ่าตัดเพียง 1 สัปดาห์ โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีดเข้าบริเวณผิวหนังหุ้มลูกอัณฑะใกล้ ๆ กับท่ออสุจิ จากนั้นจะใช้มีดกรีดผิวหนังบาง ๆ บริเวณท่ออสุจิ แผลยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตรา เมื่อพบท่ออสุจิจะใช้ไหมผูกมัดท่อไว้ แล้วตัดท่อให้ขาดแยกออกจากกัน ท่ออสุจิมี2 ท่อ ฉะนั้นจะต้องผูกและตัดทั้ง 2 ท่อด้วยวิธีเดียวกัน เมื่อผูกและตัดท่ออสุจิแล้ว จะสามารถป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิออกจากลูกอัณฑะไปผสมกับน้ำเชื้อ หลังจากทำหมันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ถุงเก็บน้ำเชื้อจะบีบตัวปล่อยอสุจิพุ่งออกมาทางท่อปัสสาวะ แต่น้ำอสุจิที่ออกมาแม้จะเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิงก็ไม่ทำให้เกิดการปฏิสนธิ หรือการตั้งครรภ์แต่อย่างใด เพราะว่าไม่มีตัวเชื้ออสุจิปะปนออกมากับน้ำอสุจิที่หลั่งออกมา แต่ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีการอื่น ๆ ก่อนในระยะแรกหลังการทำหมัน เมื่อคู่สมรสได้ร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจวางแผนครอบครัวว่าควรจะทำอย่างไร วิธีที่ดีที่สุดก็ควรจะปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสม
แหล่งบริการในการวางแผนครอบครัว เมื่อคู่สมรสนั้นยังไม่พร้อมที่จะมีลูก หรือต้องการจำกัดขนาดของครอบครัว สามารถขอรับบริการวางแผนครอบครัวได้ที่สถานที่ หรือหน่วยงานทั้งของราชการและของเอกชน ได้แก่ คลินิกบริการวางแผนครอบครัว กระทรวงสาธารณสุข หรือคลินิกบริการวางแผนครอบครัว สังกัดกระทรวงอื่น ๆ เช่น โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลทหาร โรงพยาบาล หน่วยราชการอื่น ๆ ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ศูนย์บริการสาธารณสุข เทศบาลจังหวัด หรือหน่วยพยาบาลของหน่วยงานราชการอื่น ๆ หรือหน่วยงานการวางแผนครอบครัวเอกชน เช่น สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท.)โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเอกชน สมาคมทำหมันแห่งประเทศไทย (สทมท.) สมาคมสนับสนุนโครงการวางแผนครอบครัวในด้านประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย (ส.ส.ป.)
5. เฉลย
หลักในการหลีกเลี่ยงและป้องกันการติดสิ่งเสพติด
1. เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครู และคนอื่นๆ ที่น่านับถือและหวังดี (จริงๆ)
2. เมื่อมีปัญหาควรปรึกษาครอบครัว ครู หรือผู้ใหญ่ที่น่านับถือ ไม่ควรเก็บปัญหานั้นไว้หรือหาทางลืมปัญหาโดยใช้สิ่งเสพย์ติดช่วยหรือ ใช้เพื่อเป็นการประชด
3. หลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากผู้ติดสิ่งเสพย์ติด หรือผู้จำหน่ายสิ่งเสพย์ติด
4. ถ้าพบคนกำลังเสพสิ่งเสพย์ติด หรือจำหน่ายให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่
5. ศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของสิ่งเสพย์ติด เพื่อจะได้ป้องกันตัวและผู้ใกล้ชิดให้ห่างจากสิ่งเสพย์ติด
6. ต้องไม่ให้ความร่วมมือเข้าไปเกี่ยวข้องกับเพื่อนที่ติดสิ่งเสพย์ติด เช่นไม่ให้ยืมเงิน
7. ไม่หลงเชื่อคำชักชวนโฆษณา หรือคำแนะนำใดๆ หรือแสดงความเก่งกล้าเกี่ยวกับการเสพสิ่งเสพย์ติด
8. ไม่ใช้ยาอันตรายทุกชนิดโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และควรใช้ยาที่แพทย์แนะนำให้ตามขนาดที่แพทย์สั่งไว้เท่านั้น
9. หากสงสัยว่าตนเองจะติดสิ่งเสพย์ติดต้องรีบแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบ
10. ยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนา หรือคำสอนของศาสนาทุกศาสนา เพราะทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายให้บุคคลประพฤติแต่สิ่งดีงามและละเว้นความชั่ว
เฉลย แบบประเมินความรู้ หน่วยที่๔
๑. นักศึกษาบอกถึงประโยชน์ของการทำบัญชีครัวเรือนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง อธิบาย
ตอบ การทำบัญชีครัวเรือนเป็นการจดบันทึกรายรับรายจ่ายประจำวันของครัวเรือน และสามารถนำข้อมูลมาวางแผนการใช้จ่ายเงินในอนาคตได้อย่างเหมาะสม ทำให้เกิดการออม การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดคุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ดังนั้นการทำบัญชีชีครัวเรือนมีความสำคัญดังนี้
๑. ทำให้ตนเองและครอบครัวทราบรายรับ รายจ่าย หนี้สิน และเงินคงเหลือในแต่ละวัน
๒. นำข้อมูลการใช้จ่ายเงินภายในครอบครัวมาจัดเรียงลำดับความสำคัญของรายจ่าย และวางแผนการใช้จ่ายเงิน โดยพิจารณาแต่ละรายการในแต่ละวันมีรายจ่ายใดที่มีความสำคัญมาก และรายจ่ายใดไม่จำเป็นให้ตัดออก เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภายในครอบครัวมีพอใช้และเหลือเก็บเพื่อการออมทรัพย์สำหรับใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในอนาคต
๓. การเพิ่มรายรับ
๔. การทำความเข้าใจกันภายในครอบครัวเพื่อให้ทุกคนร่วมมือกันประหยัด รู้จักอดออม การใช้ทรัพยากรต่างๆ ลด ละ เลิก รายจ่ายหรือสิ่งที่ไม่จำเป็น และช่วยกันสร้างรายรับให้เพียงพอ เหมาะสมกับเศรษฐกิจปัจจุบัน
๒. นักศึกษาวิเคราะห์แนวทางการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
1. ความพอประมาณ เช่น ด้านการเรียน อ่านหนังสือพอประมาณแก่วัยและเวลา
ด้านสุขภาพ อย่าอ่านหนังสือดึกให้พักผ่อนมาก ๆ ด้านกีฬา เล่นกีฬาที่ตนเองชอบและถนัด
2. ความมีเหตุผล เช่น การใช้จ่ายอย่างประหยัด รู้จักลำดับความสำคัญของการใช้เงิน การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การอดอออม
3. มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวที่ดี เช่น การวางแผนการอ่านหนังสือ เพื่อเตรียมตัวสอบ การปลูกต้นไม้เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
4. เงื่อนไขความรู้ มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
5. เงื่อนไขคุณธรรม การเป็นคนดี ประพฤติตนตามหลักธรรม เช่น มีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน มีความรอบคอบ
๓. ให้นักศึกษาบอกถึงหมายความการ แนะนำตัวเอง (Introductions) หมายความว่าอย่างไร พร้อมยกตัวอย่าง 1 บทสนทนา
หมายถึงการแนะนำตัวเองให้กับคู่สนทนาได้รู้จักกัน เช่น
"Hello, this is Peter Jones. ถ้าคุณรับโทรศัพท์แล้วผู้ที่โทรเข้าไม่ได้แนะนำตัวเขา
คุณก็ถามได้ว่า"May I ask who's calling, please?"
๔. จงยกตัวอย่างประโยคสนทนาภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการพูดขอบคุณ (สำหรับความช่วยเหลือที่ได้รับ) มาอย่างน้อย 1 บทสนทนา
I’m much obliged to you.
Thank you for your assistance.
Well,Thanks for the information.
Thank you very much for your help.
I’m very grateful for your assistance.
๕.ให้นักศึกษาบอกถึงขั้นตอน การพัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองมีกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง
ตอบ มี 5 ขั้นตอนได้แก่
1. การกำหนดประเด็นค้นคว้า
2. การคาดคะเน
3. การกำหนดวิธีค้นคว้าและการดำเนินการ
4. การวิเคราะห์ผลการค้นคว้า
5. การสรุปผลการค้นคว้า
เฉลยแบบประเมินผลการเรียนรู้
1.จงอธิบาย “แนวทางการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงระดับนักการเมือง” ในความเข้าใจของนักศึกษามาพอสังเขป
เฉลยนักการเมืองที่มีหลักคิด และหลักปฏิบัติบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องเป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีความเข้มแข็งทางด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความละอายและเกรงกลัวต่อการกระทำความผิด แม้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากการกระทำของผู้นำส่งผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชน/สังคม และในขณะเดียวกัน นักการเมืองในทุกระดับ จะต้องรู้จักสังคม ชุมชนที่แต่ละคนเป็นผู้แทน อย่างถ่องแท้ มีความเข้าใจระบบการปกครอง และระเบียบปฏิบัติต่างๆตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม รอบรู้และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยมุ่งที่จะดำเนินวิถีทางการเมือง ให้ท้องถิ่น/ประเทศชาติ มีความก้าวหน้าไปอย่างสมดุลในทุก ๆ ด้าน คนในท้องถิ่น/ประเทศชาติ อยู่อย่างพอเพียง สมัครสมานสามัคคีปรองดองกัน
2.นักศึกษาปฏิบัติตนแนวทางการปฏิบัติตนตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง
เฉลย 1. เคารพสิทธิของกันและกัน โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
2. รู้จักใช้สิทธิของตนเองและแนะนำให้ผู้อื่นรู้จักใช้และรักษาสิทธิของตนเอง
3. รณรงค์ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
4. ร่วมมือกับหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
5. การปฏิบัติตามหน้าที่ของชาวไทยตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การเสียภาษีให้รัฐเพื่อนำเงินนั้นมาใช้พัฒนาประเทศ การเข้ารับราชการทหาร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันประเทศ หรือการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
6. ส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
3.คำกล่าวที่ว่า “อย่านอนหลับทับสิทธิ์” มีความหมายอย่างไร
เฉลย การรักษาสิทธิ์ที่พึงมีพึงกระทำโดยอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตย
4.จงอธิบายความหมายของหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยเป็นอย่างไร
เฉลย อำนาจที่แสดงความเป็นใหญ่ ความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อใคร หรือต้องเชื่อฟังคำสั่งคำบัญชาของผู้ใดที่
เหนือตนโดยปราศจากความยินยอมของตน
เฉลยแบบประเมินความรู้
หน่วยที่ 6 พัฒนาสิ่งแวดล้อม พร้อมสู่อาเซียน
ข้อที่ 1. ตอบ
มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันเพราะมนุษย์ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตถ้าหากสิ่งแวดล้อมถูกทำลายก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่อย่างลำบากมากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมจะดีและคงอยู่ต่อไปได้มนุษย์ทุกคนต้องช่วยกันอนุรักษ์และดูแล
ข้อที่ 2. ตอบ
ผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ คือ ทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหาปอดอาจติดเชื้อได้เนื่องจากอากาศเป็นพิษ ผิวหนังอาจเกิดอาการแพ้ เป็นตุ่มคัน และอาจทำให้เสียชีวิตได้
ข้อที่ 3. ตอบ
การนำกล่องนมมาทำหมวก ประโยชน์ที่ได้รับ คือ การนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อลดปัญหาขยะและได้สิ่งของเอาไว้ใช้ประโยชน์
ข้อที่ 4. ตอบ
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เกิดจาก การเพิ่มขึ้นของก๊าซที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้อุณภูมิภายในโลกสูงขึ้น เป็นเหตุให้ฤดูกาลทั่วโลกเปลี่ยนไป และก๊าซที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)